มุสลิมไทยโพสต์ มุสลิมไทยโพสต์ บอร์ด
  หน้าแรกมุสลิมไทย | หน้าแรกเว็บบอร์ด
 
ชื่อผู้ใช้ : จดจำ ?
รหัสผ่าน :
   
หน้า : 1
 คลี่ปมปัญหาครอบครัว/ความรัก
   หัวข้อกระทู้ : สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง  
โดย : chayathai
วันที่ : 7 เมย. 53 12:57:01 ส่งให้เพื่อน | พิมพ์



ไม่มีรูปแสดง

IP Address :
192.168.50.xxx
วันที่สมัคร :
7 เมย. 53 12:00:40
เยี่ยมล่าสุด :
8 เมย. 53 14:08:21



1. ผู้หญิงมุสลิม(เป็นมุสลิมตั้งแต่กำเนิด)ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วเป็นเวลา 30 กว่าปี แล้วอยู่ ๆก็ออกจากบ้านไปโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่สามีตนเองว่าไปไหน (นิกะห์และจดทะเบียนสมรสแล้วสามีไม่ได้ไล่ให้ออกจากบ้านหรือบอกกล่าวว่าจะเลิกกัน) และอยู่นอกบ้านก็ไม่เคยกลับเข้ามาที่บ้านเลยเป็นเวลาเกือบ 1 ปี แม้แต่โทรศัพท์หาสามีตนเองยังไม่เคยทำ(กลับประเทศไทย) ในตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีนั้นได้กลับมาประเทศไทยนั้นจะบอกกับใคร ๆว่าไปพักอยู่บ้านญาติสามีตน แต่ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคือ แต่งตัวจัดจ้านมาก จนทำให้ใครๆ คิดไปในทางที่ไม่ดี อยากจะทราบว่าพฤติกรรมของผู้หญิงมุสลิมคนนี้ผิดหรือไม่ และผิดอย่างไร พระเจ้าจะลงโทษอย่างไร

2. ถ้าหากผู้หญิงมุสลิมที่แต่งงานแล้ว แต่กลับไปมีสัมพันธ์กับผู้ชายอื่น โดยที่ไม่มีการบอกเลิกจากสามีตน เป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ และหากเค้าทำมาเป็นเวลานานแล้ว จะถูกพระเจ้าลงโทษหรือไม่อย่างไร

3. การที่ผู้หญิงมุสลิม(เป็นมุสลิมตั้งแต่กำเนิด)แต่ไม่เคยละหมาดเลย ไม่คลุมผ้าเลย ลูก ๆ ก็ไม่เคยละหมาด ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนให้ลูกๆ ละหมาด แต่เมื่อใครๆ ถามว่าตนเองและลูก ๆละหมาดหรือไม่ กลับบอกแก่ใคร ๆ ว่าละหมาดครบ ผู้หญิงคนนี้บาปหรือไม่ และหากบาปจะถูกลงโทษอย่างไร

4. การที่ผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่ง(แม่สามี)เป็นตัวการทำให้ครอบครัวลูกตนเองต้องแตกแยก เพื่อต้องการเงินจากลูกชายตนเองโดยไม่สนใจว่าภรรยาและลูกของลูกชายตนเองจะเป็นอย่างไร โดยการยุแหย่ให้สามีเข้าใจผิดภรรยาและครอบครัวภรรยา ตลอดจนยุแหย่ลูกชายตนให้เข้าใจผิดพ่อของตัวเองและญาติของพ่อตัวเอง จะมีวิธีการไหนทำให้แม่สามีคนนี้รู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง และการที่เค้าทำเช่นนั้นพระเจ้าจะลงโทษเค้าหรือไม่ อย่างไร

5. การที่ภรรยาพูดแต่ความจริงแต่สามีไม่เชื่อ แต่กลับเชื่อสิ่งที่แม่สามีพูดทุกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องโกหก ทำอย่างไรให้สามีเชื่อภรรยาและรู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง เพราะทุกวันนี้ก็พยายามพูดให้สามีตนเอง ระลึกถึงพ่อบ้างเพราะไม่อยากให้เค้าต้องทอดทิ้งพ่อตามคำยุแหย่ของแม่สามี

6. การที่มุสลิมเชื่อเรื่องคุณไสยมนต์ดำ หรือมีคุณไสยมนต์ดำพกติดตัว เช่น ผ้าห่อศพชิ้นเล็กเก็บไว้ในกระเป๋า เพราะเชื่อว่าจะกันคุณไสยได้ เป็นสิ่งที่มุสลิมควรทำหรือไม่ อย่างไร

7. อยากจะทราบว่ามุสลิมมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทต้องนับถือพระเจ้าโดยการละหมาดเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร กรุณาตอบให้ละเอียดด้วยค่ะ

8. การที่สามีไม่ละหมาดเลย แม้แต่ภรรยาได้บอกกล่าวแก่สามีแล้ว แต่สามียังไม่ปฏิบัติกลับอ้างเหตุต่าง ๆ จะมีวิธีไหนที่ทำให้สามีกลับมาละหมาดได้บ้าง

หากใครพอจะตอบปัญหาเหล่านี้ได้รบกวนช่วยตอบให้ด้วยค่ะ เพราะกลุ้มใจมาก



User Attachement
แจ้งลบกระทู้นี้| อีเมล์ยังผู้ตอบกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 21:32:39 | ตอบ #1
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

1. ผู้หญิงมุสลิม(เป็นมุสลิมตั้งแต่กำเนิด)ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วเป็นเวลา 30 กว่าปี แล้วอยู่ ๆก็ออกจากบ้านไปโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่สามี

ตนเองว่าไปไหน (นิกะห์และจดทะเบียนสมรสแล้วสามีไม่ได้ไล่ให้ออกจากบ้านหรือบอกกล่าวว่าจะเลิกกัน) 

และอยู่นอกบ้านก็ไม่เคยกลับเข้ามาที่บ้านเลยเป็นเวลาเกือบ 1 ปี แม้แต่โทรศัพท์หาสามีตนเองยังไม่เคยทำ(กลับประเทศไทย) 

ในตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีนั้นได้กลับมาประเทศไทยนั้นจะบอกกับใคร ๆว่าไปพักอยู่บ้านญาติสามีตน แต่ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 และมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคือ แต่งตัวจัดจ้านมาก จนทำให้ใครๆ คิดไปในทางที่ไม่ดี อยากจะทราบว่าพฤติกรรมของผู้หญิงมุสลิมคนนี้ผิดหรือไม่

 และผิดอย่างไร พระเจ้าจะลงโทษอย่างไร

 

ห้ามสตรีทำการฝ่าฝืนต่อสามี สมควรให้สตรีทำการอยู่ร่วมกับสามีของนางด้วยความพอเพียง  มีการเชื่อฟังและปฏิบัติตาม 

 เพราะท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กำชับให้บรรดาสตรีปฏิบัติดีต่อสามีของพวกนาง 

 ห้ามทำการฝ่าฝืนและปฏิบัติในแง่ไม่ดีต่อพวกเขา  

ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวว่า  "หากฉันสามารถใช้ให้บุคคลหนึ่งทำการสุยูดแก่คนใดคนหนึ่งนั้น 

 แน่นอนว่า  ฉันจะให้ภรรยาทำการสุยูดต่อสามีของนาง" 

และท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวเช่นกันว่า  "อัลเลาะฮ์จะไม่มองสตรีที่เนรคุณต่อสามี  โดยที่นางไม่ปรารถนาต้องการเขา" 

ท่าน ร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ถูกถามเกี่ยวกับบรรดาสตรีที่ดีเลิศ ? 

 ท่านนบี  ตอบว่า  "นางคือผู้ที่เชื่อฟังเมื่อสามีสั่งใช้  นางจะมีความแจ่มใสเมื่อสามีได้มอง  

และนางจะปกป้องรักษาสามีเกี่ยวกับตัวของนางและทรัพย์สินของสามี" 

ดังนั้น  จึงสมควรแก่มุสลิมะฮ์ทุกคน  สร้างความพึงพอพระทัยต่ออัลเลาะฮ์ด้วยการฏออัตต่อสามี และปฏิบัติดีต่อเขาในทั้งคำพูดและการกระทำ  

เพราะ  สามีเป็นสวรรค์และนรกของภรรยา  (หมายถึงหากปฏิบัติดีต่อสามีก็จะได้รับสวรรค์)

แต่ทว่าการฏออัตของ ภรรยาที่มีต่อสามีนั้น  เป็นการฏออัตแบบไร้ขอบเขตหรือไม่ ? จนกระทั่งสามีสามารถใช้ให้นางทำการฝ่าฝืนด้วยหรือเปล่า

แน่นอนว่า  ไม่  เพราะการฏออัตต่อสามีนั้นถูกวางข้อแม้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้อัลเลาะฮ์ทรง กริ้ว  

ดังนั้น  เมื่อสามีได้ใช้ให้ภรรยาปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการฝ่าฝืนต่อ อัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์  ก็ไม่อนุญาตให้นางทำการฏออัตในสิ่งนั้น

ท่า นอลี อิบนุ อบีฏอลิบ กล่าวว่า  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า "ไม่มีการภักดีในการฝ่าฝืนต่ออัลเลาะฮ์  

แต่ทว่าแท้จริงการฏออัตนั้นในเรื่องของความดีงาม" 

 ห้ามสตรีอวดความสวยงามต่อหน้าบรรดาบุรุษ

"พวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม  เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน" อัลอะหฺซาบ 33

 

รายงาน จาก อบูฮุรอยเราะฮ์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ความว่า  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า 

"บุคคลสองประเภทที่อยู่ในนรก  ซึ่งฉันไม่เคยเห็นทั้งสองมาก่อนเลยคือ  กลุ่มชนที่ถือแซ่ที่เหมือนกับหางวัว

 ซึ่งพวกเขาจะใช้ตีบรรดาผู้คนทั้งหลาย  , บรรดาสตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าคับทำให้มองเห็นเรือนร่าง , 

สตรีที่ปฏิบัติตนให้เป็นจุดเด่นชักจูงหญิงอื่นให้คล้อยตามด้วย สตรีที่ออกนอกลู่ทาง(ไม่ทำตามคำสั่งของอัลเลาะฮ์)  

สตรีที่เกล้าผมไว้ด้านหลังดูเหมือนตระโหนกอูฐ  ซึ่งพวกนางเหล่านั้นจะไม่ได้เข้าสวรรค์ ,

 พวกนางจะไม่ได้พบ แม้กลิ่นหอมของสวรรค์  และกลิ่นหอมของสวรรค์นั้น มีระหว่างทางเท่านี้ เท่านั้น" 

 บรรดาพี่น้องสตรี  โปรดจงพิจารณาถึงสัญญาลงโทษที่รุนแรงและการลงโทษที่แสนเจ็บปวดนี้  

สำหรับสตรีที่อวดความงามของตนต่อหน้าบรรดาชายอื่น  หากแม้นว่าพวกนางจะระเริง  ภูมิใจ  แต่โลกหน้านางจะมีความโศกเศร้าเสียใจ 

 ซึ่งมันเป็นสาเหตุห้ามจากการเข้าสรวงสวรรค์และต้องลงในนรกอันลุกโพรง

 ดัง นั้น  เธอจงพึงระวังจากการอวดโฉมความสวยงามต่อหน้าชายอื่น  ไม่ว่าจะด้วยการคลุมฮิญาบที่ถูกต้องตามหลักของศาสนา

หรือใส่น้ำหอมโดยให้ ผู้ชายได้รับกลิ่นหอมนั้น  เพราะทุก ๆ จากสิ่งดังกล่าวจะทำให้ได้รับโทษในวันกิยามะฮ์

 

เรื่องการอยู่บ้านญาติสามี ถ้ากรณีไม่มีมะฮรอมถือว่า ผิด แล้วมะฮฺรอมคือใคร ---->คลิก

อีกอย่างจะต้องอยู่ในกรอบอิสลาม และต้องระวังเรื่องเอาเราะฮฺด้วย

อย่างไร -----> คลิก


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 21:43:51 | ตอบ #2
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

2. ถ้าหากผู้หญิงมุสลิมที่แต่งงานแล้ว แต่กลับไปมีสัมพันธ์กับผู้ชายอื่น โดยที่ไม่มีการบอกเลิกจากสามีตน เป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่

 และหากเค้าทำมาเป็นเวลานานแล้ว จะถูกพระเจ้าลงโทษหรือไม่อย่างไร


คำตรัสของอัลลอฮ์  ที่ได้กล่าวถึงการผิดประเวณี ความว่า 

“และบรรดาผู้ที่พวกเขามิได้ขอวิงวอนต่อพระเจ้าอื่นพร้อมกับการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ 

และพวกเขาไม่ได้ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามไว้  เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม  และพวกเขาไม่ผิดประเวณี 

และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาจะได้พบกับความผิดมหันต์” 

 

ในอายะนี้อัลลอฮ์  ได้นำเรื่องของการชิริกต่อพระองค์  ซึ่งถือเป็นบาปใหญ่ที่สุดในบรรดาบาปทั้งปวง 

และผู้ที่ทำชิริกเมื่อตายในสภาพที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์  เขาต้องอยู่ในนรกตลอดกาล  และการกล่าวถึงการผิดประเวณี (ซีนา) 

พร้อมกับกล่าวถึงการทำชิริก  ได้แสดงให้เห็นว่าการผิดประเวณี เป็นความผิดที่ร้ายแรงเช่นกัน

 การผิดประเวณี มีโทษอย่างรุนแรงในบทบัญญัติอิสลาม  และบั้นปลายของเขาในโลกหน้านั้น

 เขาจะต้องไปรับโทษอย่างทรมานในนรก  ดังฮะดิษของท่านนบีที่ว่า 

 “สิ่งที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเข้านรก  คือ ปาก และ อวัยวะเพศ” 


ท่านนบี   ได้กล่าวอีกว่า “ไม่อนุญาตให้ทำการหลั่งเลือดคนมุสลิมด้วยกัน  เว้นด้วยเหตุ  3  ประการก็คือ

(1) ชายที่ผิดประเวณี และเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว 

(2) ชีวิตด้วยกับชีวิต  “คือผู้ที่ฆ่าผู้อื่น”  (ในบัญญัติอิสลามนั้นจำเป็นที่ต้องนำบุคคลนั้นมารับโทษและจะต้องถูกฆ่าให้ตายตามกัน)

(3) ผู้ที่ละทิ้งศาสนา  ผู้ที่ปลีกตัวแยกออกจากกลุ่มมุสลิม  และผู้ปกครองของพวกเขา 

          และในฮะดิษนี้ได้เอาการผิดประเวณีมากล่าวไว้พร้อมกับการฆ่าชีวิต  โดยที่ท่านเราะซูล    ได้เริ่มกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าตามลำดับไป

โดยการผิดประเวณีมักจะเกิดขึ้นมากกว่าการฆ่าชีวิต และการฆ่าชีวิตมักจะเกิดขึ้นมากกว่าการออกจากศาสนา

 สิ่งที่ผู้ผิดประเวณีจะต้องได้รับโทษในโลกนี้ คือ

เขาจะประสบกับความยากจน

อายุจะสั้น  ใบหน้าหมดราศี  หมองคล้ำ

ประสบกับความทุกข์ยาก  ในการดำเนินชีวิต  มีแต่ความวิตกกังวลใจ

มลาอิกะฮ์จะไม่นำสิ่งดี ๆ มาให้แก่พวกเขา พวกชัยฏอนจะมาอยู่เป็นเพื่อนและนำพาแต่ความชั่วร้ายมาให้

บทลงโทษ  3  อย่าง สำหรับผู้ที่ผิดประเวณี

1. ผู้ที่ถูกฆ่าอันเนื่องมาจากการผิดประเวณี (ซีนา)  นั้นถือว่าเป็นการฆ่าที่น่าขยะแขยงที่สุด

          สำหรับผู้ที่เคยผ่านการแต่งงาน เขาจะถูกลงโทษโดยการขว้างด้วยก้อนหินจนตาย  และยังเป็นการลงโทษทั้งร่างกายและจิตใจ  

ตามบทบัญญัติอิสลามสำหรับผู้ที่เป็นโสดยังไม่เคยแต่งงานให้โบย 100 ที แล้วเนรเทศออกจากถิ่นฐานของตัวเอง

2. กางลงโทษผู้ที่ผิดประเวณีนั้น  ผู้ที่จะกระทำการลงโทษนั้นจะต้องหักห้ามตัวเองมิให้มีความสงสารผู้ที่ทำผิดประเวณี

3. จะต้องให้ผู้คนได้ร่วมดูการลงโทษของผู้ผิดประเวณีด้วย   ดังนั้นผู้ใดที่เขาได้ถูกชำระโทษของการผิดประเวณี

ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  เท่ากับว่าความผิดของเขานั้นได้ถูกลบล้างไป 

          เมื่อเราพิจารณาดูสิ่งที่อัลลอฮ์ ทรงกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ผิดประเวณี  ถือว่าเป็นความเมตตาแก่เขา 

ที่อัลลอฮ์ ทรงกำหนดบทลงโทษเพื่อให้มาลบล้างความผิด  หลักฐานจากอัลกุรอาน  อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

 “หญิงมีชู้ และชายที่มีชู้  พวกเจ้าจงโบย  แต่ละคนในสองคนนั้น  คนละหนึ่งร้อยที  

และอย่าให้ความสงสารมายับยั้งการกระทำของพวกเจ้าต่อคนทั้งสองนั้น  เพื่อที่จะยกเลิกบทบัญญัติของอัลลอฮ์เป็นอันขาด 

หากว่าพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  และวันสุดท้าย....”  ( ซูเราะห์อันนูร  / อายะที่ 2)

          พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย  การผิดประเวณีถือว่าเป็นอาชญากรรมทางสังคม  ที่พวกเราจะต้องช่วยกันยับยั้ง  

ไม่ให้แพร่หลายในสังคมมุสลิมของเรา  โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพื่อที่สังคมของเราจะได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์  

และผู้ที่ทำการผิดประเวณีนั้นจำเป็นจะต้องกลับเนื้อกลับตัว  ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์  ในความผิดที่ผ่านมา  

เผื่อว่าพระองค์อัลลอฮ์  จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา 

          สำหรับผู้ที่ผิดประเวณี (ซีนา)  ถ้าไม่ยอมเลิกการกระทำ และเตาบะฮ์ตัวต่ออัลลอฮ์  

เขาจะได้รับโทษจากอัลลอฮ์ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า  และเขาจะต้องเข้าไปอยู่ในนรกที่ชั่วร้าย 

 


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 21:50:17 | ตอบ #3
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

3. การที่ผู้หญิงมุสลิม(เป็นมุสลิมตั้งแต่กำเนิด)แต่ไม่เคยละหมาดเลย ไม่คลุมผ้าเลย ลูก ๆ ก็ไม่เคยละหมาด 

ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนให้ลูกๆ ละหมาด แต่เมื่อใครๆ ถามว่าตนเองและลูก ๆละหมาดหรือไม่ กลับบอกแก่ใคร ๆ ว่าละหมาดครบ 

ผู้หญิงคนนี้บาปหรือไม่ และหากบาปจะถูกลงโทษอย่างไร

 

ผู้ที่โกหก อัลลอฮจะไม่ชี้แนะแนวทางและจะทรงห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ รวมทั้งทรงสาปแช่ง 

ดัง ในโองการหนึ่งกล่าวไว้ว่า”ความหายนะจงประสบแด่ทุกคนที่เป็นผู้โกหก ผู้ทำบาปมาก”45:7

อีกทั้งการโกหกเป็นพฤติกรรมของมูนาฟิก ดังในฮาดิษ  อบีฮุรอยเราะห์ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

“เครื่องหมายของผู้สับปลับสามประการคือ (1) เมื่อพูดก็โกหก (2) เมื่อสัญญาก็ผิดสัญญา (3) เมื่อได้รับความไว้วางใจก็บิดพลิ้ว”

 

ใครก็ตามที่ละทิ้งละหมายโดยเจตนา เขาจะถูกสาปแชง ในคัมภี เตารอต อิลญีล อัล กุรอาน และเซาบูร อัลเลาะห็จะกริ้วเขา 1000 ครั้ง

 และจะถูกสาปแช่ง 1000 ครั้ง ในทุกๆคืน เขาจะไม่มีส่วนใดๆเลยจากความเมตตาของอัลเลาะห์ 

เขาจะอยู่พร้อมกับมุนาฟิกในชั้นที่ต่ำสุดของนรก เขาจะได้รับการลงโทษ 26 เท่า เขาจะปรากฏตัวในวันกิยามะ

 ด้วยสภาพ ที่มือทั้งสองของเขาถูกพันกับคอของเขา มาลาอิกะห์จะทุบตีเขา ในนรกญาฮันนัม เขาจะเข้าสู่ประตูนรกดังลูกธนู 

เมื่อใดก็ตามที่ผู้ทิ้งละหมาดยกอาหารคำนึงเข้าปาก อาหารคำนั้นจะสาปแช่ง

“โอ้ศัตรูของอัลเลาะห์ เจ้ากินริสกีของอัลเลาะห์ แต่เจ้าไม่ปฏิบัติฟัรดูของอัลเลาะห์” 

ใครก็ตามที่ละทิ้งละหมาด เขาจะถูกลงโทษ 15 อย่างด้วยกัน 

6
ประการในดุนยา 3 ประการขณะตาย 3 ประการในกุโบร 3ประการออกจากกุโบร 

6 ประการในดุนยา 

1. อัลเลาะห์จะถอดความสิริมงคลออกจากอายุไข 

2. อัลเลาะห์จะไม่ให้ใบหน้าของเขามีรัศมี 

3. อัลเลาะห์จะไม่ให้ผลบุญกับเขาในการกระทำความดีของเขาเลย 

4. อัลเลาห์จะไม่ให้เกียรติและจะไม่รับดุอาของเขา 

5. บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกดุนยา จะร่วมกันสาปแช่ง และโกรธเขา 

6. เขาจะไม่ได้รับดุอาใดๆเลยจากบุคคลที่เป็นคนดี 
 
 
3 ประการ ในขณะตาย 

1. เขาจะตายในสภาพที่ทุเรศ อุบาถ 

2. เขาจะตายในสภาพที่หิวโหย 

3. เขาจะตายในสภาพที่กระหายน้ำ ถึงแม้ว่าจะให้ดื่มน้ำทั้งหมดในโลกดุนยา ก็ยังคงกระหายอยู่ 
 

3 ประการในกุโบร 

1. เขาจะหลุม บีบรัด จนกระทั่งกระซี่โครงทั้งสองข้างประสานกัน 

2. ไฟจะลุกบนตัวของเขาทั้งกลางวันและกลางคืน 

3 จะมีคำสั่งจากอัลเลาะห์ให้มีงูที่ชื่อ อัซซุญา อักรอ ตาของมันเหมือนกับไฟ เล็บของมันแข็งเเรงอย่างเหล็ก 

ความยาวของเล็บเท่ากับ ระยะเดินทาง 100 วัน และมันจะกล่าวกับเขาผู้นั้นว่า “ข้าคือ อัซซุญา อักรอ” เสียงของมันดุจฟ้าผ่าอย่างแรง 

“พระเจ้า ได้ใช้ข้าให้มาทุบตีเจ้า เพราะว่าเจ้าทิ้งละหมาด” 

มันจะทุบตี เขาเพราะเขาทิ้งละหมาดซุบฮิ ไปจนดุหริ และมันจะตีจากดุหริ ไปอัสริ และจากอัสริไป มัฆริบ จากมัฆริบไปอีซา 

และจากอีซา ไปซุบฮิ และทุกครั้งที่มันตี มนุษย์จะจมลงไปลึกถึง 70 ศอก และมันจะใช้เล็บของมันแงะขึ้นมา เขาจะถูกตีอย่างนี้ จนถึงวันกิยามะห์ 

 
3 ประการในวันกิยามะห์ 

1. เขาจะโดนลากไปสู่นรกญาฮันนัม โดยคว่ำหน้าลงกับพื้น 

2. อัลเลาะห์จะมองเขาด้วยสายตาที่โกรธในเวลาที่พิพากษา ใบหน้าของเขาจะหลุดร่วงลงมา 

3. อัลเลาะห์จะสอบสวนเขาอย่างเข้มงวดในเวลาที่ยาวนานและจะสั่งให้เขาลงสู่นรก 

และคนใดที่ทิ้งละหมาดโดยเจตนา เพียงเวลาเดียว ชื่อของเขาจะไปอยู่ที่ประตูนรก และเขาต้องเข้าสู่นรกสถานเดียว 


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 21:57:23 | ตอบ #4
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

4. การที่ผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่ง(แม่สามี)เป็นตัวการทำให้ครอบครัวลูกตนเองต้องแตกแยก เพื่อต้องการเงินจากลูกชายตนเอง

โดยไม่สนใจว่าภรรยาและลูกของลูกชายตนเองจะเป็นอย่างไร โดยการยุแหย่ให้สามีเข้าใจผิดภรรยาและครอบครัวภรรยา 

ตลอดจนยุแหย่ลูกชายตนให้เข้าใจผิดพ่อของตัวเองและญาติของพ่อตัวเอง จะมีวิธีการไหนทำให้แม่สามีคนนี้รู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง 

และการที่เค้าทำเช่นนั้นพระเจ้าจะลงโทษเค้าหรือไม่ อย่างไร

 


จะทำอย่างไรไม่รู้เหมือนกัน คงทำได้แค่ตักเตือน ถ้าไม่กล้า ก็คงต้องดูอา

การขอดุอาอฺหรือการขอพรต่ออัลลอฮฺเป็นอิบาดะฮฺที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่มีความสำคัญอย่างมหาศาล

การขอดุอาอฺนอกจากจะเป็นการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺในเรื่องต่างๆ ที่ผู้ขอมีความต้องการแล้ว 

ยังเป็นการสร้างความผูกพันอย่างแนบแน่น ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะเป็นแรงใจและพลังทางจิตวิญญาณให้มนุษย์มีความมั่นคง

สามารถต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้เสมอ ดังนั้น ดุอาอฺจึงเปรียบเสมือนอาวุธของผู้ศรัทธา 

ที่สามารถใช้ได้ทุกครั้งยามที่ประสบกับปัญหาและความยากลำบากอันเป็นบททดสอบในชีวิต

 ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้มีความว่า 

   “ดุอาอฺเป็นอาวุธของผู้ศรัทธา เป็นเสาหลักของศาสนา เป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน” 

เหตุที่การขอดุอาอฺมีสถานะที่สูงส่งเช่นนี้ เพราะการขอดุอาอฺ คือการยอมรับโดยศิโรราบต่อความเป็นพระเจ้าขององค์อัลลอฮฺ

 การขอจากพระองค์เป็นเครื่องหมายว่าบ่าวนั้นศรัทธาว่าพระองค์ทรงอานุภาพ และเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยปัจจัยต่างๆ

 ที่สามารถจะให้แก่บ่าวได้ หัวใจของการขอดุอาอฺจึงอยู่ที่การยอมรับในความเกรียงไกรแห่งผู้เป็นเจ้านี่เอง

 เพราะถ้าหากมนุษย์ไม่เชื่อและยอมรับในพระเจ้าก็ย่อมต้องไม่วอนขอจากพระองค์

ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงมีบัญชาให้มนุษย์ขอดุอาอฺจากพระองค์ พระองค์ทรงรักที่จะให้บ่าวนั้นขอดุอาอฺ

 ในขณะเดียวกันพระองค์จะไม่โปรด ถ้าหากมนุษย์นิ่งเฉยไม่ยอมขอดุอาอฺ เพราะถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความหยิ่งยโสต่อพระองค์

 ผู้ซึ่งมีความเมตตาล้นพ้นต่อปวงบ่าว อัลกุรอานระบุไว้มีว่า

 

“และพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าได้สั่งว่า จงขอดุอาอฺจากฉัน

 แท้จริงบรรดาผู้ยโสในการอิบาดะฮฺต่อฉัน จะต้องเข้านรกญะฮันนัมในสภาพที่ต่ำต้อย” (อัลกุรอาน ฆอฟิรฺ: 60)

อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ที่เมตตาต่อมนุษย์ด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาขอดุอาอฺจากพระองค์โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่

 ไม่จำกัดภาษาที่ใช้ขอ เพียงแต่มีเงื่อนไข คือต้องตอบรับคำบัญชาของพระองค์และศรัทธาต่อพระองค์เท่านั้น พระองค์ได้ตรัสว่า

 

“และเมื่อใดที่บ่าวของฉันสอบถามเจ้าเกี่ยวกับฉัน ก็ (จงตอบว่า) แท้จริงฉันนั้นอยู่ใกล้

 คอยรับดุอาอฺจากผู้วอนขอเมื่อเขาขอจากฉัน ดังนั้นให้พวกเขาตอบรับฉัน

 และให้พวกเขาศรัทธาต่อฉัน เพื่อพวกเขาจะได้รับการชี้นำ” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ: 186)

มนุษย์ทุกคนควรต้องสำนึกว่า ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่รู้ซึ้งถึงความจำเป็นและความต้องการของตนมากกว่าพระผู้เป็นเจ้า

 พระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่สามารถขจัดทุกข์ภัยที่มนุษย์ประสบ พระองค์จะทำให้ความยากเป็นสิ่งที่ง่าย

 ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของพระองค์และล้วนเป็นไปตามที่พระองค์ทรงประสงค์

 อีกทั้งพระองค์ยังเปี่ยมด้วยความกรุณาเมตตาที่มากมายยิ่งนัก

ดังนั้นยังพระองค์เท่านั้นที่เขาต้องวอนขอ และต้องเพียรพยายามไม่เกียจคร้านที่จะขอจากพระองค์

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

 “หรือมีผู้ใดเล่าที่ตอบรับผู้ที่วอนขอยามคับขัน และผู้ที่ขจัดความชั่วร้ายออกไป

 และผู้ที่ทำให้พวกเจ้าได้ปกครองแผ่นดิน (นอกเสียจากอัลลอฮฺ) ยังมีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺอีกหรือ?

น้อยนักที่พวกเจ้าคิดใคร่ครวญ” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นัมลฺ: 62)


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 21:58:36 | ตอบ #5
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

5. การที่ภรรยาพูดแต่ความจริงแต่สามีไม่เชื่อ แต่กลับเชื่อสิ่งที่แม่สามีพูดทุกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องโกหก 

ทำอย่างไรให้สามีเชื่อภรรยาและรู้จักผิดชอบชั่วดีบ้าง เพราะทุกวันนี้ก็พยายามพูดให้สามีตนเอง ระลึกถึงพ่อบ้าง

เพราะไม่อยากให้เค้าต้องทอดทิ้งพ่อตามคำยุแหย่ของแม่สามี

 


ข้อ8+ข้อ4


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 22:09:55 | ตอบ #6
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

6. การที่มุสลิมเชื่อเรื่องคุณไสยมนต์ดำ หรือมีคุณไสยมนต์ดำพกติดตัว เช่น ผ้าห่อศพชิ้นเล็กเก็บไว้ในกระเป๋า

 เพราะเชื่อว่าจะกันคุณไสยได้ เป็นสิ่งที่มุสลิมควรทำหรือไม่ อย่างไร

 

 

ไสยศาสตร์คือสะพานสู่การตั้งภาคีต่อ อัลลอฮ์  ทรงดำรัสไว้ในอัลกุรอ่าน ความว่า

“และจงรำลึก  เมื่อลุกมานได้กล่าวแก่บุตรของเขา โดยสั่งสอนเขาว่า โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าได้ตั้งภาคีใดๆต่ออัลลอฮฺ 

เพราะแท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์โดยแน่นอน” [ลุกมาน 31:13]

             เรื่องแรกที่ท่านลุกมานได้ตักเตือนบุตรของท่านคือ อย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์  เป็นการยืนยันว่าความผิดที่อันตรายที่สุดคือ ชิริก 

บางคนบอกว่าลูกฉันเป็นมุสลิมไม่มีทางทำชิริก จึงไม่ตักเตือน และคิดว่าชิริกคือการกราบไหว้รูปเจว็ดเท่านั้น แต่ที่จริงพฤติกรรมแห่งชิริกมีมากมาย 

เช่น การเชื่อในวัตถุ ดวงดาว หรือหลงใหลวัตถุ เป็นต้น ซึ่งการทำชิริกจะเบี่ยงเบนเราจากการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์  

รูปแบบของชิริกที่เกิดขึ้นในหมู่มุสลิมมีมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือการทำไสยศาสตร์ซึ่งมันคือรูปแบบหนึ่งของการตั้งภาคีแบบเปิดเผย 

อิสลามต่อต้านพวกหมอดู นักเวทย์มนต์ นักไสยศาสตร์ การเชื่อโชคลาง เนื่องจากมันเป็นเหตุไปสู่การทำชิริก(การตั้งภาคี)

        ในที่สุด ท่านนะบีมุฮัมมัด  ได้ประกาศสงครามกับคนที่อ้างว่ารู้ อดีต อนาคต และเรื่องเร้นลับต่างๆ โดยท่านอ่านโองการจากอัลกุรอานให้ฟังว่า

 “จงกล่าวเถิด ไม่มีใครในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินรู้สิ่งเร้นลับ นอกจากอัลลอฮ์ ” (อัลนัมลฺ อายะฮฺที่ 65)

          ไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถา ถือว่าเป็นบาปใหญ่ นักกฎหมายบางท่านถือว่าเป็นชิริก หรือเป็นสิ่งที่นำไปสู่การทำชิริก

 และบางคนถือว่าพวกที่ใช้ไสยศาสตร์ มนตร์ดำ ควรถูกประหารเพื่อให้สังคมบริสุทธิ์จากความเลวทรามของมัน 

ท่านนบี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดว่า

”จงหลีกห่างจากบาปใหญ่ 7 ประการ บรรดาเศาะฮาบะฮฺกล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ มันคืออะไร

ท่านนะบี กล่าวว่า การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ไสยศาสตร์ การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮ์ให้เป็นที่ต้องห้ามเว้นแต่เพื่อดำรงสัจธรรม 

การกินดอกเบี้ย การโกงกินทรัพย์เด็กกำพร้า การหนีทัพในวันประจัญบาน

 และการใส่ร้ายหญิงบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องและเป็นผู้ศรัทธา”  

     นอกจากอายัตอัลกุรอ่านและอัลฮะดิษที่ได้นำมาอ้างไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายอายัตและหลายฮะดิษอีกเช่นกันที่ได้ห้ามการทำไสยศาสตร์ 

รวมไปถึงคำกล่าวของบรรดานักวิชาการ


อำนาจแห่งมนต์ดำ เวทมนต์และไสยศาสตร์ มิได้มีพลังโดยตัวของมันเอง หากแต่อาศัยพลังของซาตานมารร้าย

 เวทมนต์ไสยศาสตร์ มีกล่าวในอัลกุรอ่านไว้หลายแห่งและยืนยันว่ามันมีอยู่จริง นักวิชาการซุนนะห์แบ่งมันออกเป็นสองประเภทใหญ่คือ

 

หนึ่งภาพลวงตา คือเป็นแค่ภาพลวงตา เช่นการกระทำของนักมายากลทั้งหลาย

สอง มนต์ดำที่ทำร้ายผู้คนได้โดยอาศัยพลังของชัยฏอนมารร้าย

   เวทมนต์และไสยศาสตร์ มิได้มีพลังโดยตัวของมันเองหากแต่อาศัยพลังของซาตานมารร้าย 

ดังนั้นผู้ที่จะเป็นนักไสยศาสตร์ได้ก็ต้องปฏิเสธอัลลอฮ์ และบรรดาเราะซูล(ศาสดาหรือนบี)เสียก่อนด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่ซาตานกระซิบบอก 

เช่น เขียนอัลกุรอ่านด้วยเลือดสุนัข ด้วยเลือดประจำเดือนของสตรี นำอัลกุรอ่านไปทิ้งลงในที่ๆสกปรกที่สุด หรือร้องขอต่อชัยฏอน อย่างนี้เป็นต้น

          และเราคงเคยได้ยินคำว่า "ญิน" มาบ้างแล้ว แต่ก็คงมีอีหลายคนเช่นกันที่ยังไม่ทราบว่า ญินมาเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์อย่างไร 

ญินคือสิ่งถูกสร้างประเภทหนึ่งที่อยู่ต่างมิติไปจากมนุษย์  แต่มิใช่มะลาอิกะห์ ญินและมนุษย์มีส่วนคล้ายกันบ้าง

เช่นมีปัญญารับรู้และได้รับสิทธิในการเลือกเฟ้น แต่ก็ต่างกันหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุของแต่ละฝ่าย 

คำว่า "ญิน" มีความหมายในเชิงปกปิดซ่อนเร้นจากสายตามนุษย์ กล่าวคือมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น "ญิน" ได้(หากเขามิได้จำแลงให้เห็น) 

อัลลอฮ์  ทรงตรัสว่า

"แท้จริงเขาเห็นพวกเจ้า ทั้งเขาและผู้ที่เป็นประเภทเดียวกับเขา โดยที่พวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา" (อัลอะอ์ร๊อฟ/27)

          ญินเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างมาจากไฟในขณะที่มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสร้างมาจากดิน ซึ่งญินมีทั้งดีและชั่ว ญินที่ชั่วคือชัยฏอนหรือมารร้าย

และหัวหน้าของชัยฏอนคืออิบลีส เนื่องจากญินถูกสร้างจากไฟ และมนุษย์มีธาตุไฟอยู่ซึ่งเป็นช่องทางทำให้มันสามารถแทรกเข้าไปในตัวคนได้ 

ในกรณีที่คนผู้นั้นมีความศรัทธาอ่อนแอ และเมื่อมันเข้าไปแล้วมันก็จะแสดงพฤติกรรมของมันผ่านทางตัวคนนั้น

 จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่เราจะเห็นผู้หญิงแก่ที่ถูกญินเข้าสามารถว่ายน้ำได้เหมือนผู้ชายร่างกายแข็งแรง หรือบางครั้งพูดภาษาต่างประเทศได้  

          ในคัมภีร์กุรอานและในฮะดีษบอกให้เรารู้ว่ามนุษย์บางคนก็เป็นเพื่อนกับชัยฏอน เช่น คนที่สุรุ่ยสุร่ายเป็นพวกพ้องของชัยฏอน เป็นต้น 

ทุกคนที่มีความสัมพันธ์กับญินจนถึงขั้นเลี้ยงไว้ใช้งานจะได้รับความทรมานและทุรนทุรายก่อนตาย หากไม่หาคนมารับมันไปเลี้ยงต่อ ญิน 

มีความสามารถแตกต่างจากมนุษย์ อัลกุรอ่านได้เล่าถึง "อิฟรีต" ผู้เป็นญินที่รับใช้ท่านนบีสุลัยมาน

ว่าสามารถย้ายบัลลังก์ของ "บัลกิส"มาให้ท่านนะบีสุลัยมานได้ในพริบตา (ดูอัลกุรอ่าน บท อัลนัมลุ / 38-39) 

อีกทั้งสามารถจำแลงตนเป็นรูปร่างต่างๆได้ มนุษย์จึงสามารถเห็นญินได้นอกเหนือจากนี้ญินยังสามารถทำร้ายมนุษย์ได้ด้วยวิธีการต่างๆ 

หมอไสยศาสตร์จึงได้ใช้ญินเป็นสื่อเพื่อที่จะให้ผู้คนเชื่อว่าเขามีพลังอำนาจ สามารถล่วงรู้สิ่งต่างๆ 

สามารถสร้างความเจ็บป่วยหรือความสบายให้ใครๆได้ แต่หารู้ไม่ว่าเขากำลังนำพาตัวของเขาและผู้ที่หลงเชื่อตามเขา

ไปสู่ความหายนะทั้งโลกนี้และโลกหน้า     รายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับญิน ---->คลิก


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 22:19:13 | ตอบ #7
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

7. อยากจะทราบว่ามุสลิมมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทต้องนับถือพระเจ้า

โดยการละหมาดเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร กรุณาตอบให้ละเอียดด้วยค่ะ


หากพิจารณาฮาดิษนี้ ที่มีใจความว่า 

ก็มี73จำพวก แต่ว่าฮาดิษนี้อุลามาอฺเขาขัดแย้งกัน ส่วนรายละเอียดและการวิเคราะของผู้รู้สามารถอ่านเพิ่มเติม ---->คลิก

การละหมาดท่านนบีได้กล่าวว่า "พวกท่านจงละหมาดเหมือนที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด" 
นั่นก็หมายความว่ามุสลิมทั่วโลกต้องละหมาดเหมือนๆกัน 
(แต่ปัจจุบัน จะเห็นว่าซุนนีกับ!@%ละหมาดไม่เหมือนกัน อันนี้ไม่เกี่ยวกับคำถาม)
  คลิก----->วิธีละหมาด
แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 7 เมย. 53 22:29:55 | ตอบ #8
 


รูปแสดง

IP Address :
180.180.76.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28

8. การที่สามีไม่ละหมาดเลย แม้แต่ภรรยาได้บอกกล่าวแก่สามีแล้ว แต่สามียังไม่ปฏิบัติกลับอ้างเหตุต่าง ๆ 

จะมีวิธีไหนที่ทำให้สามีกลับมาละหมาดได้บ้าง

 

การที่ภรรยาได้ก่าวตักเตือนสามีถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ 

ในศาสนาอิสลามอัลลอฮฺ ทรงใช้ให้บ่าวของพระองค์กระทำความดีตามบทบัญญัติในศาสนาและในเวลาเดียวกันนั้น

อัลลอฮฺ ก็ทรงใช้ให้บ่าวตักเตือนในสิ่งที่ผิด เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นสามารถกระทำความผิดได้ทุกเมื่อทุกเวลาในชีวิตประจำได้

 ดังที่ท่านรอซูลได้กล่าวหลังจากทำสงครามเสร็จสิ้นความว่า

 “ เราต้องทำศึกสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่าสงครามนี้ นั้นก็คือนัฟซู (อารมณ์ใฝ่ต่ำ) ในจิตใจของเรา”

ดังนั้น มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องตักเตือนซึ่งกันและกัน เมื่อเขาเห็นใครคนหนึ่งกระทำความผิดในศาสนา 

ดังนั้นเมื่อเราได้ตักเตือนคนใดคนหนึ่งแล้ว เราสามารถได้รับประโยชน์ 2 ประการด้วยกัน 

คือเราสามรถชักชวนเขาผู้นั้นกลับมาอยู่ในหนทางทางที่ถูกต้องอีกครั้งและในขณะเดียวกันเราสามารถตักเตือนตัวของเราเอง

 เมื่อคนใดคนหนึ่งได้กระทำความผิดเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตักเตือนเขาผู้นั้น ดังที่ท่านรอซูลได้กล่าวว่า 

“ถ้ามุสลิมเห็นความผิด เขาผู้นั้นจักที่ต้องเตือนด้วยอำนาจของเขา ถ้าหากเขาไม่มีอำนาจเขาจักที่ต้องตักเตือนด้วยกับลิ้นของเขา 

ถ้าหากเขายังไม่มีความสามารถอีก เขาก็จักที่ต้องตักเตือนด้วยหัวใจ แต่นั้นเป็นอีมานที่อ่อนที่สุด” 

ดังนั้นจำเป็นสำหรับเรายิ่งที่จะต้องกระทำเช่นนั้น ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยแต่ในอิสลามก็ยังให้เราปฏิเสธสิ่งนั้นในหัวใจของเรา

 จุดประสงค์ของการตักเตือนนั้นก็คือ เราสามารถชักชวนผู้กระทำผิดกลับมาสู่หนทางที่ถูกต้องและปรับปรุงการใช้ในชีวิตประจำวันของเขาให้ดีขึ้น 

ดังที่อัลลอฮฺตรัสในอัลกุรอานว่า ความว่า "ดังนั้นเจ้าจงตักเตือนเถอะ เพราะการตักเตือนนั้นจะเป็นประโยชน์"  

 ความว่า "คนที่หวาดกลัวจะได้รำลึก"   (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺลา อายะที่ 9-10)

 ในอัลกุรอานอัลลอฮฺได้ยืนยันว่าเมื่อเราได้ตักเตือนคนใดคนหนึ่ง เขาผู้นั้นจะกลัวในสิ่งที่เราตักเตือนหรือรู้สึกผิดในสิ่งที่เขาได้กระทำ 

ถึงแม้ว่าเราจะได้ตักเตือนคนใดคนหนึ่งแล้ว เราไม่ควรที่จะตักเตือนเขาเหล่านั้นด้วยความสะใจในสิ่งที่เขาทำผิด

 เพราะถ้าหากเราทำเช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้เขาเสียใจหรือเจ็บใจเหมือนกับว่าเราเป็นศัตรูกับเขา

จนกระทั่งทำให้เขาคิดที่ไม่อยากจะปรับปรุงความผิดให้ดีขึ้น การตักเตือนในอิสลามมุสลิมทุกคนสามารถที่จะตักเตือนกันได้ 

ดังที่ท่านรอซูลกล่าวว่า “ศาสนาคือการตักเตือน เป็นการตักเตือนสำหรับอัลลอฮฺ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ 

 ศาสนฑูตของอัลลอฮฺ ผู้นำของมุสลิม และมุสลิมทั่วไป” 

ดังนั้นมุสลิมทุกคนสามารถตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ไม่จำเป็นเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้นที่สามารถตักเตือน

 

เมื่อไรก็ตามที่เราต้องการจะกระทำความผิดเราก็สามารถคิดได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยตักเตือนสิ่งนี้กับเขาแล้ว 

ดังนั้น เราจะกระทำความผิดด้วยกับตัวของเราเองหรือแน่นอนทุกคนต้องพูดว่า ไม่!แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์สามารถกระทำผิดได้ทุกวินาที

และอีกสิ่งหนึ่งที่เราควรระมัดระวังถ้าหากมีคนใดคนหนึ่งมาตักเตือนเรา เรากลับปฏิเสธหรือไม่อยากฟังสิ่งๆนั้น

ดังที่ อัลลอฮฺ ทรงได้ตรัสในอัลกุรอานว่า ความว่า “และคนที่ชั่วช้ายิ่งจะหลีกหนีการตักเตือน”

ความว่า “ซึ่งเขาจะเข้าไปเผาไหม้ในกองไฟ” 

ความว่า “และเขาจะไม่ตายในนั้นและจะไม่เป็นด้วย”  (ซุเราะฮฺ อัลอะอฺลา อายะฮฺ ที่ 11-13)

ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังหลังจากที่เราได้ตักเตือนใครคนนึงไปแล้วหรือคนอื่นมาตักเตือนเรา 

และสิ่งสำคัญที่สุดในการตักเตือนนั้นก็คือ เราต้องตักเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจยิ่ง อินชาอัลลอฮฺ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีออกมา

ในอิสลาม ใครก็ตามที่ได้ตักเตือนคนใดคนหนึ่งแล้ว เขาจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีออกมานั้นคือ เราสามารถชักชวนผู้คน

มาสู่หนทางที่ถูกต้องและสามารถตักเตือนตัวเราภายในตัวอีกด้วย


แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 9 พค. 53 22:06:34 | ตอบ #9
 


รูปแสดง

IP Address :
113.53.78.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28
ขอแก้ตัว แก้ต่างนิดหนึง ในคหที่3 นั้นผมได้อ่านมาแล้ว2รอบ พอมาอ่านอีกรอบ รู้สึกแปลกๆ ยังไงบอกไม่ถูก
ผมจึงขอให้พี่น้องอ่านเพื่อ กระตุ้นตัวเองเท่านั้น(หรือจะลบล้างข้อมูลออกจากสมองไปก่อนก็ได้)
ไม่อณุญาติให้เอาไปเผยแพร่ ไม่อนุญาติให้เชื่อตามความหมายเหล่านั้น  ที่สำคัญ ห้ามบอกว่า เป็นคำพูดของท่านนบี  จนกว่าจะมีผู้รู้ตรวจสอบสถานะ
ว่าเป็นฮาดิษระดับใหน  เพราะหากไม่ใช่คำพูดของท่านนบี แล้วเราไปบอกว่าเป็นคำพูดของท่าน ก็เท่ากับเราโกหกต่อท่าน  บทโทษเป็นที่รู้กัน
ให้ยอมรับเฉพาะฮาดิษที่แข็งแรงไปก่อน ซึ่งมีอยู่มากมาย(ขี้เกียจหา) อย่างเช่น การละหมาดเป็นวาญิบ  การละทิ้งเป็นฮารอม บทลงโทษคือ...
ตามทัศนะอีหม่ามบางท่านถือว่าผู้ทิ้งละหมาดเป็นกาเฟร  ฯลฯ  อะไรประมานนี้
 ***ที่ผมไม่ไปแก้ไขข้อความ แล้วลบเอง ก็เพราะว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ในสถานะหนัย  ส่วน ใน คห. อื่นๆยังไม่เจอปัยหา เนื่องจาก เป็นฮาดิษที่แข็งแรง และหยิบมาจากเว็บซุนนะฮฺ  (เรื่องโทษละหมาดเอามาจากเว็บ ที่ตัวเองไม่รู้จัก)
แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
โดย : สับสน
re: สอบถามปัญหาครอบครัวที่ใครๆไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวตนเอง
วันที่ : 9 พค. 53 22:09:39 | ตอบ #10
 


รูปแสดง

IP Address :
113.53.78.xxx
วันที่สมัคร :
5 สค. 51 20:43:20
เยี่ยมล่าสุด :
8 พค. 54 15:20:28
อีกอันหนึงใน คห.ที่10 บรรทัดที่6กับ7 ให้ตัดทิ้งไป เนื่องจากว่า
 สำหรับหะดิษที่มีตัวบทว่า 

رجعنا من الجهاد الأصغر إلى الجهاد الأكبر، قالوا: وما الجهاد الأكبر؟ قال: مجاهدة العبد هواه 

เรากลับจากการญิฮาดเล็กไปสู่การญิฮาดใหญ่ ,พวกเขากล่าวถามว่า "ญิฮาดใหญ่นั้นคืออะไร? ท่านนบี  กล่าวว่า "คือ การที่บ่าวทำการต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา" 
.......... 


ข้อความข้างต้น ไม่ใชคำพูดของท่านนบี  แต่เป็นคำพูดของบุคคลที่มีชื่อว่า "อิบรอฮีม บิน อบีอับละฮ ดูที่มา 

وقال العجلوني في كشف الخفاء (1/511-512): 

(قال الحافظ ابن حجر في تسديد القوس: هو مشهور على الألسنة وهو من كلام إبراهيم بن أبي عبلة 

انتهى. وأقول: الحديث في الإحياء, قال العراقي: رواه البيهقي بسند ضعيف عن جابر, ورواه 

الخطيب في تاريخه عن جابر بلفظ قدم النبي صلى الله عليه وسلم من غزاة فقال عليه الصلاة 

والسلام (قدمتم من خير مقدم وقدمتم من الجهاد الأصغر إلى الجهاد الأكبر) قالوا: وما 

الجهاد الأكبر؟ قال: (مجاهدة العبد هواه) انتهى. والمشهور على الألسنة رجعنا من الجهاد 

الأصغر إلى الأكبر دون باقيه ففيه اقتصار) 

ท่านอิบนุตัยมียะฮ ได้กล่าวว่า 

أما الحديث الذي يرويه بعضهم أنه قال في غزوة تبوك: ((رجعنا من الجهاد الأصغر، إلى الجهاد الأكبر)) فلا أصل له، ولم يروه أحد من أهل المعرفة بأقوال النبي صلى الله عليه وسلم وأفعاله 

สำหรับหะดิษ ที่บางส่วนในหมู่พวกเขาได้รายงาน ว่า ท่านนบีกล่าว ในการทำสงคราบตาบูกว่า (เรากลับจากการญิฮาดเล็กไปสู่การญิฮาดใหญ่ เป็นหะดิษไม่มีที่มา ไม่มีคนใดจากผู้ทรงความรู้เกี่ยวกับคำพูดและการกระทำของท่านนบี  รายงานมันเลย - อัล-ฟะตาวา 11/197


คัดลอกจาก  http://azsunnah.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=198
แจ้งลบกระทู้นี้ | อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้ เมล์ถึงผู้โพสกระทู้นี้ | ขึ้นด้านบน
หน้า : 1
ไปยังฟอรัม 
สถิติสมาชิกผู้เข้าใช้งาน
สถิติการใช้งานฟอรั่ม
37,428 กระทู้ ใน 15,984 หัวข้อ โดย 14,850 สมาชิก. สมาชิกล่าสุด: yuttanakorn_342
ผู้ดูแลบอร์ดนี้
ผู้ใช้งานขณะนี้ :
0 สมาชิก 1 บุคคลทั่วไป
ผู้ใช้เมื่อ 20 นาทีที่ผ่านมา:
สำนักข่าวมุสลิมไทย
340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพ 10310
โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email: webmaster@muslimthaipost.com