ข่าวมุสลิมไทย

ถ้าโควต้าฮัจย์ปีนี้ได้เพิ่มอีก 2,000 คน กรมการศาสนาไม่ดำเนินการให้ แสดงว่าไม่มีความจริงใจกับพี่น้องมุสลิม

พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
วันที่ : 12 กย. 54

ถ้าโควต้าฮัจย์ปีนี้ได้เพิ่มอีก 2,000 คน กรมการศาสนาไม่ดำเนินการให้ แสดงว่าไม่มีความจริงใจกับพี่น้องมุสลิม

          ถ้าโควต้าฮัจย์ปีนี้ได้เพิ่มอีก 2,000 คน กรมการศาสนาไม่ดำเนินการให้ แสดงว่าไม่มีความจริงใจกับพี่น้องมุสลิมและกีดกั้น ไม่ให้ไปประกอบพิธีฮัจย์ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งๆได้เรียกเก็บเงินจากประชาชน ผู้ลงทะเบียนคนละ 50,000 บาท ผู้ประกอบการหรือแซะห์เตรียม ยกทัพชาวบ้านมาหน้ากรมการศาสนาและเตรียมฟ้องศาลปกครองเก็บเงินส่วนบุคคลไปฝากในบัญชีของกรมการศาสนาและมีค่าตอบแทนผลประโยชน์ ถ้าชาวบ้านขอยกเลิกไม่เดินทางให้จ่ายเงินคืนทันทีให้กับเจ้าของเงิน  ถ้ารัฐมีความจริงใจควรออกกฎหมายเพื่อประชาชนออมทรัพย์ไปประกอบพิธีฮัจย์โดยถูกวิธี ไม่ใช่อาศัยมติบอร์ด ฮัจย์มาบังคับใช้ เพราะเงินในกิจการฮัจย์ในแต่ละปีเป็นมีมูลค่านับพันล้านบาท 


          แหล่งข่าวจาก คณะทำงานเฝ้าระวังและติดตามการแก้ปัญหากิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม กำลังจับตารัฐบาลใหม่ว่ามีความจริงใจกับพี่น้องมุสลิมมากน้อยเพียงใด  สืบเนื่องจากขณะนี้ทุกฝ่ายที่ติดตาม การแก้ปัญหาฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม จากการที่ข่าวที่ได้ลงในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์  ที่ 5 กันยายน 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 12231 และจากแหล่งข่าวอื่นๆหลายหน่วยงานที่หนาหูว่า จำนวนโควตาเพิ่มฮุจญาตไทย ประจำปี 2554 จะได้เพิ่มอีก 2,000 คน รอยืนยันอย่างเป็นทางการจากประเทศซาอุดีอาราเบีย 

          จากคำตอบที่จะได้รับกับเวลาที่จะดำเนินการ ฝ่ายผู้ประกอบการและแซะห์มองว่า หน่วยงานราชการที่รับ ผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมจะต้องเพิ่มความจริงใจและจริงจัง และจะต้องแคร์ในความ รู้สึกของชาวบ้านและญาติพี่น้องของพวกเขาว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการนโยบายอะไรกับพวกเขา เป็นสิ่งที่คณะบอร์ดฮัจย์จะต้องรีบสังคยานากฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม ในระยะ หลัง ๆ 2-3 ปี นี้ ทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องคิดแบบเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง

          สังเกตได้จาก การลงทะเบียนผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ปี 2554-2555 ผู้ลงทะเบียนจะต้องใช้เงินจำนวนคนละ 50,000 บาท ตั้งแต่วินาทีแรกของการลงทะเบียนซึ่งไม่เคยใช้มาตรการนี้กับศาสนิกอื่นในประเทศไทย ชำระเงิน แล้วไม่มีหลักประกันว่า จะได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้หรือไม่ ? เป็นคำถามที่หาคำตอบยากในประเทศนี้ ตัวแทนของปวงชนชาวไทยหาที่พึ่งยาก ไม่ค่อยมีใครมาสนใจ ทุกอย่างจะมองว่า เป็นปัญหาของพวกที่เสีย ประโยชน์ หรือเรื่องนี้ จะรอให้พี่น้องมุสลิมเขาแก้ปัญหาของเขาเอง ความไม่เป็นธรรมได้กระทำมาตลอด เวลากับพวกเขา

          สำหรับปี 2555 ไม่มีเหตุผลที่กรมการศาสนาจะเรียกเก็บเงินค่าลงทะเบียนจากชาวบ้านคนละ 50,000 บาท เพราะปี 2554 ปัญหายังไม่รับการแก้ไข ชาวบ้านจะมองว่า นโยบายของกรมนี้ อยากจะได้เงินของชาวบ้านจริงๆ เพราะจะต้องนำเงินส่วนบุคคลมาฝากไว้ได้ประโยชน์ในบัญชีของ หน่วยงานราชการ (กรมการศาสนา) แค่นี้ชาวบ้านก็วิเคราะห์เป็น อย่าหาว่าชาวบ้านคิดไม่เป็น บางครั้งสำหรับบ้าน นี้ เมืองนี้ นโยบายของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงานมีปัญหา 

          แหล่งข่าว ได้รายงานว่า ฝ่ายที่จะต้องตอบคำถามให้กับชาวบ้าน ถ้าพวกเขาตอบให้ชาวบ้านไม่ชัดเจน เขาจะยกทัพชาวบ้านให้มาถามกรมการศาสนาเองที่กระทรวงวัฒนธรรมและเตรียมฟ้องศาลปกครองในประเด็น เก็บเงินส่วนบุคคลที่ลงทะเบียนรอการเดินทางเป็นระยะเวลาเกือบปีไปฝากไว้ในบัญชีกรมการศาสนาแบบมีผล ตอบแทน อาศัยอำนาจในกฎหมายฉบับไหน ? กฎกระทรวงฉบับใด ? เพียงแค่อาศัยมติบอร์ดฮัจย์เท่านั้น สามารถเก็บเงินของชาวบ้านได้เกือบพันล้าน  ถ้ารัฐบาลแน่จริงประชาชนท้าให้ตราบัญญัติกฎหมายใหม่ ว่าด้วย ส่งเสริมให้พวกเขามีการสะสมทรัพย์เพื่อไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างเป็นระบบ ผลประโยชน์จะได้กลับเป็นของ ประชาชน ไม่ใช่อย่างปัจจุบันผลประโยชน์กับมาสู่ในบัญชีของหน่วยราชการ(กรมการศาสนา) ทราบว่ามีการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฝ่ายดูแลผลตอบแทนในบัญชีดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ แต่ยังไม่ได้เรียกประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ชาวบ้านสงสัยว่า ประโยชน์ที่ได้รับจะไปใช้ในส่วนไหนของกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิม 

          หน่วยงานของราชการ หลายหน่วยงานเชื่อว่า การที่พี่น้องมุสลิมได้ตัดสินใจและมีความพร้อม ที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์ในแต่ละปีเป็นจำนวนมากๆ ยอมเป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาครอบครัวและสังคม เพราะส่วนหนึ่งของพวกเขา คือ ผู้ที่พร้อมที่จะไปสารภาพ ขออภัยโทษจากพระเจ้า ตามหลักศรัทธา ในความผิดพลาดที่ผ่านมา และมีโอกาสเป็นคนดี แบบอย่างของครอบครัวและสังคม

          ดังนั้นรัฐ ภายใต้ รัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยมีหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุนให้พวกเขาได้ไปประกอบพิธีฮัจย์มากๆในแต่ละปี เพราะเขาพร้อมที่จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง ขอเพียงแค่ความจริงใจและการส่งเสริมจากอำนาจรัฐ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย หรือ กีดกั้น ตามที่นโยบายของกรมการศาสนาปัจจุบัน เพราะสิ่งนี้เท่าที่ทราบว่า ผู้ประกอบการ และแซะห์ เรียกร้องจากบอร์ดฮัจย์ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา และพี่น้องมุสลิมต้องการให้ฯพณฯ จุฬาราชมนตรี เดินทางไปเจรจาเอง ตามที่ท่านมีความประสงค์ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ตอบสนอง สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา

          ดังนั้น ปัญหากิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย จะต้องรอรัฐบาลอีกกี่สมัย เวลาหาเสียงแถลงนโยบายอย่างเอาจริง เอาใจ แต่เวลาปฏิบัติจริงแค่ปลายปากกา หรือสั่งการของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ พวกเราไม่ค่อยจะเห็นอย่างจริงใจ ดังนั้นชาวบ้านผิดหวังมาตลอด เมื่อไม่มีอำนาจต้องการอำนาจเพื่อจะมา แก้ปัญหา แต่พอได้อำนาจความเดือดร้อนทุกอย่างของชาวบ้านถูกลืมไปอย่างน่าเสียดายแก่เวลา  ดังนั้นปัญหา ฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยจะต้องรอความเข้าใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อไรจึงจะเข้าใจแก่นแท้ หรือ ปมของปัญหาที่แท้จริงคืออะไร หรือ แค่เชื่อกับการรายงานของข้าราชการประจำที่ได้ปฏิบัติงานไปวันๆ 

           ประเทศจีน ประเทศฟิลิปปินส์  ประเทศกัมพูชา แม้แต่ประเทศเวียดนาม เขาได้พัฒนา ในกิจการฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศของเขา อย่างเป็นระบบมากขึ้นๆทุกปี และสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกจะต้องไปประกอบพิธีฮัจย์มาโดยตลอด และอาศัยมิติฮัจย์สร้างอำนาจต่อรองและมูลค่าทางการค้าในด้านเศรษฐกิจมากมาย ประเทศของเรา ใฝ่ฝันอยากจะเป็นครัวฮาลาลโลก แต่ยุทธศาสตร์ แนวทางปฏิบัติกับประเทศโลกมุสลิมไม่คืบหน้า ไม่เข้าใจ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของพวกเขา และประเทศเราไม่ค่อยจะขอความช่วยเหลือกับ บุคคลที่เขามีความสามารถเป็นพิเศษ ชำนาญการเฉพาะด้าน แม้แต่ในวงมุสลิมเองมีการอิจจา ขัดแย้งกัน ปรากฎการณ์เช่นนี้มีให้เห็นมาตลอด หนังเรื่องนี้จะยาวแค่ไหน จะต้องติดตามดูตอนต่อไป จนกว่าจะจบ.

http://www.muslimthaipost.com

tags:
โควต้าฮัจย์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ข่าวล่าสุดในหมวดเดียวกันนี้

 
 

ข่าววันนี้
ดูทั้งหมด   
บทความดีๆ
ดูทั้งหมด